July 12, 2016

คุณดื่มชาอะไร มาดูสรรพคุณของ ชา 6 ชนิดกันค่ะ

คุณประโยชน์ของ ชา 6 ชนิด มาดูกันว่าชาแต่ละชนิดมีประโยชน์ต่อร่างกายยังไงบ้าง

ชาเพื่อสุขภาพ

1. ชาดำ (Black tea)
ชาดำเป็นชาที่แพร่หลายมากที่สุดชนิดหนึ่ง เกิดจากการเอาใบชาสายพันธุ์ Camellia sinensis มาผ่านกระบวนการบ่มชา อบแห้ง และบดใบชา ชาชนิดนี้จะมีรสชาติขมเล็กน้อย และมีปริมาณคาเฟอีนมากที่สุดในบรรดาชาด้วยกัน (40 มิลลิกรัมต่อถ้วย) แต่ก็ยังน้อยกว่าในกาแฟค่ะ
ชาดำนั้นจะอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น Theflavins, Thearubigins เป็นต้น ซึ่งจะมีส่วนในการช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดอีกด้วย มีการศึกษาพบว่า คนที่ดื่มชาดำประมาณ 3 ถ้วยต่อวัน จะมีโอกาสเกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลันลดลงถึง 21%

2. ชาเขียว (Green tea)
ชาเขียวนั้นจะมีกลิ่นที่หอมนุ่มนวลกว่ากลิ่นของชาดำ โดยจะมีปริมาณคาเฟอีนที่น้อยกว่าชาดำ คือ 25 มิลลิกรัมต่อชา 1 ถ้วย ชาเขียวนั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก เช่น สาร Catechins ซึ่งช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งและโรคหัวใจ มีการศึกษาพบว่าการดื่มชาเขียววันละ 1 ถ้วยจะลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเกี่ยวกับหัวใจได้ประมาณ 10% ค่ะ

3. ชาอู่หลง (Oolong tea)
ชาอูหลงนั้นผลิตจากใบชาชนิดเดียวกับชาดำ แต่ผ่านกระบวนการบ่มใบชาที่สั้นกว่า ทำให้ได้รสชาติที่ดีกว่า ชาอูหลง 1 ถ้วยจะมีปริมาณคาเฟอีนประมาณ 30 มิลลิกรัม หลายคนเชื่อว่าชาชนิดนี้ช่วยในการลดน้ำหนัก เพราะสารในชาอูหลงนั้นจะช่วยกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ในการ ย่อยไขมันในกลุ่มไตรกลีเซอไรด์ มีการศึกษาหนึ่งพบว่าผู้หญิงที่ดื่มชาอูหลงจะมีอัตรการเผาผลาญพลังงานได้ เร็วกว่าผู้หญิงที่ดื่มน้ำเปล่าเล็กน้อย

4. ชาขาว (White tea)
ชาขาวได้จากการเก็บใบชาตั้งแต่ยอดชายังอายุน้อยๆ ชาชนิดนี้จะมีกลิ่นอ่อนกว่าชาชนิดอื่นและมีปริมาณคาเฟอีนน้อยกว่า คือ ประมาณ 15 มิลลิกรัมต่อถ้วย พบว่าชาที่ชงจากใบชาใส่กาจะมีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าชาที่ชงจากชา ที่อยู่ในถุงชาค่ะ
ประโยชน์ของชาขาวนั้นมีหลากหลาย ตั้งแต่ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งและโรคหัวใจเหมือนชาชนิดอื่นๆแล้ว พบว่าชาขาวอาจจะมีประโยชน์ช่วยป้องกันโรคเบาหวานอีกด้วย เพราะพบว่าผู้ที่ดื่มชาขาวเป็นประจำ จะมี Glucose tolerance ดีขึ้น (ความทนต่อการเพิ่มขึ้นของน้ำตาลกลูโคสในเลือด หรือพูดง่ายๆก็คือ ร่างกายสามารถปรับตัวให้มีการหลั่งอินซูลินออกมาควบคุมปริมาณน้ำตาลกลูโคสใน เลือดได้นั่นเอง) และยังช่วยลดคอเลสเตอรอลได้อีกด้วยค่ะ

5. ชาอโรม่า/ชาแต่งกลิ่น (Aromatic tea, Flavored tea)
ชาอโรม่าก็คือ ชาที่นำผลิตภัณฑ์ที่ให้กลิ่นหอม เช่น ลาเวนเดอร์ อบเชย(ชินนามอน) เปลือกส้ม มาผสมกับใบชาต่างๆอาจจะเป็นชาดำ ชาขาว หรือชาเขียวก็ได้ ชาชนิดนี้อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระคล้ายกับในชาชนิดอื่นๆ และชาอโรม่าบางชนิดที่ผสมผลไม้บางชนิด เช่นชาบลูเบอร์รี่ ก็อาจจะยิ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้นได้

แต่ผลิตภัณฑ์ชาอโรม่าหรือชาแต่งกลิ่นนี้ ไม่แนะนำให้ทานแบบที่ชงสำเร็จบรรจุขวดมาขายนะคะ เพราะชาเหล่านี้มักจะใส่น้ำตาลในปริมาณมาก (น้ำตาลเยอะๆคงไม่ดีต่อสุขภาพแน่ๆ) และยังมีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระน้อยกว่าแบบชงเองถึง 20 เท่าด้วยค่ะ

6. ชาสมุนไพร (Herbal tea)
ชาสมุนไพรนั้นจริงๆแล้วไม่ใช่ชา งงกันหรือไม่ค่ะ เนื่องจากชาสมุนไพรนั้นทำจากผลไม้ ดอกไม้ และสมุนไพรตากแห้ง ไม่ได้มีส่วนผสมที่เป็นใบชาเลย (แต่เราก็ยังเรียกว่าชา เพราะวิธีการชงนั้นเหมือนกับการชงชาทั่วๆไปนั่นเอง) ชาชนิดนี้ไม่มีคาเฟอีน (เพราะอย่างที่บอกไปแล้วว่าไม่มีส่วนประกอบของใบชาอยู่เลย) แต่ไม่แนะนำให้ดื่มชาสมุนไพรยี่ห้อที่อ้างสรรพคุณว่าช่วยลดน้ำหนักนะคะ เพราะมีโอกาสสูงมากที่จะเจอชาที่ผสมยาระบายที่อาจเป็นพิษต่อร่างกายได้ค่ะ

ประโยชน์ของชาสมุนไพรนั้น มีข้อดีตรงที่ ชาสมุนไพรจะมาจากพืชสมุนไพรโดยตรง จึงไม่มีสารคาเฟอีนในใบชา เหมือนชาเขียว, ชาอู่หลง ที่มีลักษณะแบบชาจีน การดื่มชาสมุนไพรจะช่วยทำให้ความดันเลือดลดลงในผู้ป่วยที่มีปัญหาความดัน เลือดสูง เช่นชาดอกคาโมมายล์นั้นเชื่อกันว่าจะช่วยทำให้หลับสบายขึ้น และชาเปปเปอร์มินท์จะช่วยให้สบายท้องค่ะ

กันต์โตะ ชาสมุนไพร เชียงใหม่
www.chiangmaiteashop.com
Line ID: @chiangmaitea

Read more…

April 27, 2016

สมุนไพรกับการรักษาโรคกระเพาะอาหารและโรคกรดไหลย้อน

สมุนไพรกับการรักษากลุ่มโรคทางเดินอาหาร สมุนไพรที่ดีมีประโยชน์โดยตรงในการดูแลรักษาโรคกระเพาะอาหารและโรคกรดไหลย้อน รวมถึงอาการจุกเสียด แน่นท้อง มีลมในท้อง อาหารไม่ย่อย คือ ขมิ้นชัน และดอกคาโมไมล์

ขมิ้น แก้โรคกรดไหลย้อน


ขมิ้นชัน (Turmeric) มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ขมิ้นทอง, ขมิ้นดี, ขมิ้นไข, ขมิ้นหยวก, ขี้มิ้น, ขมิ้นแกง เป็นต้น และมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma longa L. จัดอยู่ในวงศ์ขิง (ZINGIBERACEAE) จัด เป็นพืชจำพวกเหง้า ใบเป็นแผ่นรูปหอกปลายแหลมกาบใบแคบมีร่องเล็ก ๆ สีเขียวอมน้ำตาล ดอกออกเป็นช่อใหญ่จากเหง้าสีขาว เนื้อในเหง้ามีสีส้มและมีกลิ่นฉุน

สรรพคุณของขมิ้นชัน
ช่วย เจริญอาหาร ยาบำรุงธาตุ ฟอกเลือด แก้ท้องอืดเฟ้อ แน่น จุกเสียด อาหารไม่ย่อย ลดกรด และยังพบว่า สมุนไพร ขมิ้นชัน เป็นสมุนไพรที่มีสารเคอคิวมินอยด์ที่ซึ่งมีอยู่ในเหง้าหรือหัวของขมิ้นชัน สารนี้ช่วยป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ลดการอักเสบ กระตุ้นการขับน้ำดีจึงทำให้ระบบการย่อยอาหารดีขึ้น ทั้งยังช่วยกระตุ้นการหลั่งของสาร มิวซิน ซึ่งเป็นสารเคลือบกระเพาะอาหาร จึงทำให้แผลดีขึ้น มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และน้ำมันในขมิ้นชันยังช่วยแก้ท้องอืดท้องเฟ้อได้อีกด้วย

คาโมไมล์ chamomile tea
ชาดอกคาโมไมล์ (Camomile FlowerTea) ชาดอกไม้ที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยเรื่องระบบทางเดินอาหาร ในดอกคาโมมายล์มีน้ำมันธรรมชาติซึ่งมีคุณสมบัติทำให้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ จึงช่วยทำให้เราหลับสบายขึ้น และกลิ่นที่หอมยังช่วยเรื่อง ผ่อนคลายจากภาวะความเครียดได้ ให้ความรู้สึกสดชื่น ผ่อนคลายจาก ชาคาโมไมล์ได้เป็นอย่างดี


มีงานวิจัยที่รับรองว่า "ชาดอกคาโมมายล์" มีสรรพคุณต่างๆมากมายดังนี้
-ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
-มีส่วนช่วยป้องกันและรักษา ในเรื่องระบบทางเดินอาหาร เช่นโรคกระเพาะหรือลำไส้
-ลดอาการปวดประจำเดือน และลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ
-กลิ่นที่หอม หวาน ยังช่วยเรื่อง ผ่อนคลายจากภาวะความเครียดได้
-มีคุณสมบัติทำให้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ จึงช่วยให้เราหลับสบายขึ้น
-ทำเป็นเครื่องดื่ม ให้ความรู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ชาวตะวันตกและหลายๆคน จึงเริ่มที่จะหันมานิยมดื่ม " ชาดอกคาโมมายล์ " ก่อนนอน


ทีนี้เราลองมาดูอาการของโรคแต่ละโรคกันว่าเป็นยังไง
โรคกระเพาะอาหาร
โรคกระเพาะอาหาร คือ ภาวะที่มีแผลเยื่อบุกระเพาะและลำไส้ถูกทำลาย ถึงแม้ว่าจะเรียกว่าโรคกระเพาะแต่ก็สามารถเป็นได้ทั้งที่กระเพาะและลำไส้ เพราะน้ำกรดหรือน้ำย่อยในทางเดินอาหารของเราได้หลั่งออกมามากเกินความจำเป็น ส่งผลทำให้ไปกัดกร่อนหรือทำลายเนื้อเยื่อที่อยู่ภายในทางเดินอาหารของเรา และสาเหตุที่ทำให้มีน้ำกรดหรือน้ำย่อยออกมามากเกินนั้น ก็มีสาเหตุมาจากหลาย ๆ ปัจจัย ซึ่งส่วนใหญ่ก็เกิดจาก พฤติกรรมของเราเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่


1. การถูกกระตุ้นของระบบปลายประสาท ซึ่งเกิดจากความเครียดหรือวิตกกังวล
2. การดื่มแอลกอฮอล์ ได้แก่ เหล้า เบียร์ ยาดอง ชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน (Caffeine) เพราะสารชนิดนี้จะมีผลกระตุ้นทำให้กรดหลั่งออกมามาก
3. การสูบบุหรี่ก็มีผลกระตุ้นทำให้เกิดการหลั่งกรดออกมามากด้วยเช่นกัน
4. การกินอาหารไม่เป็นเวลา ทำให้น้ำกรดในร่างกายมีสภาวะสับสน และทำให้น้ำกรดหลั่งออกมาไม่ถูกเวลา จึงส่งผลกระทบกัดกร่อน เนื้อเยื่อในทางเดินอาหารได้
5. นอกจากพฤติกรรมดังกล่าวยังมีอีกหลายปัจจัยปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระเพาะได้ เช่น การเลือกรับประทานยาที่มีฤทธิ์กัดหรือทำลายเนื้อเยื่อทางเดินอาหาร การมีโรคประจำตัว เช่น โรคไทรอยด์เป็นพิษ ที่ส่งผลกระตุ้นน้ำกรดหลั่งออกมาได้เช่นกัน

อาการของโรคกระเพาะ
1. ปวดท้อง ลักษณะอาการปวดท้องที่สำคัญ คือ ปวดตรงบริเวณกลางท้อง เหนือสะดือ หรือบริเวณใต้ลิ้มปี่ (เพราะตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งของกระเพาะอาหาร) รวมทั้งมีอาการของ ปวดแบบจุกเสียด แสบร้อน แต่ในบางรายอาจมีอาการปวดในช่วงกลางคืนได้ด้วย2. จุกเสียด แน่นท้อง ท้องอืด ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ เรอลม มีลมในท้อง ร้อนในท้อง คลื่นไส้อาเจียน

อาการโรคแทรกซ้อนที่พบ ได้แก่
- อาเจียนหรือถ่ายดำ เนื่องจากมีเลือดออกในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น
- ปวดท้องรุนแรงและช็อค เนื่องจากแผลกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กทะลุ
- ปวดท้องและอาเจียนมาก เนื่องจากการอุดตันของกระเพาะอาหาร
- บางรายไม่มีความสัมพันธ์หรือแสดงอาการอะไร แต่มีภาวะน้ำหนักตัวลด เบื่ออาหาร แน่นท้อง คลื่นไส้อาเจียนบ่อย ๆ ตลอดเวล

โรคกรดไหลย้อน
กรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease – GERD) คือ ภาวะที่มีน้ำย่อย หรือ น้ำกรดในกระเพาะอาหาร ไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหารจนส่งผลให้มีอาการต่าง ๆ เหล่านี้ คือ


1. ระคายเคืองบริเวณลำคอ ทำให้บางคนมีเสียงแหบ เสียวฟัน เรอเปรี้ยว กลืนน้ำลายติดขัด หรือเหมือนมีอะไรมาจุกอยู่บริเวณลำคอ หรือมีอาการไอเรื้อรังเป็นเวลานาน2. แสบร้อนบริเวณหน้าอก หรือจุกเสียดแน่นบริเวณใต้ลิ้นปี่ ทำให้มีอาการเจ็บหน้าอก คล้ายๆ กับแน่นหน้าอก เหมือนคนเป็นโรคหัวใจ
3. จุก เสียด แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย ซึ่งจะมีอาการจะคล้ายกับคนเป็นโรคกระเพาะอาหาร

ปัจจัยที่ส่งผลให้เป็นกรดไหลย้อนได้อีกด้วย คือ
1. พฤติกรรมการบริโภคการรับประทานอาหารอาหารรสจัดหรือรสเผ็ด อาหารประเภทไขมันสูง อาหารทอด ชา กาแฟ น้ำอัดลม การดื่มสุรา รวมทั้งการสูบบุหรี่2. พฤติกรรมการนอนหรือการเอนกายทันทีหลังรับประทานอาหาร
3. ความเครียดส่งผลให้น้ำกรดหลั่งออกมาตลอดเวลาก็ทำให้ล้นไหลขึ้นมาได้
4. โรคอ้วน เพราะด้วยสรีระที่แน่นอึดอัด พุงใหญ่ ตลอดจนการสวมเสื้อผ้าที่คับและการรัดเข็มขัดแน่น ๆ ก็เป็นสาเหตุของการเกิดโรคได้เช่นกัน
5. การตั้งครรถ์ ด้วยเหตุผลคล้ายกับโรคอ้วน เพราะมีสรีระรูปร่างๆ คล้ายๆ กัน
6. ยาบางชนิด เช่น ยาขยายหลอดลม ยาลดความดันบางกลุ่ม ตลอดจนกลุ่มยาฮอร์โมนบางตัวก็มีผลกระตุ้นการคลายตัวของหูรูดหรือมีการหลั่งกรดมากขึ้น

กันต์โตะ ชาสมุนไพร เชียงใหม่
www.chiangmaiteashop.com

Line ID: chiangmaitea  | Line ID: chiangmaiteashop

Read more…

January 07, 2016

หญ้าดอกขาว ทำให้ไม่อยากข้าว และเป็นชาเลิกบุหรี่ จริงไหม

สารออกฤทธิ์ใน "หญ้าดอกขาว" หรือหญ้าหมอน้อย ที่ทำมาในรูปแบบชาชงสมุนไพร หรือที่รู้จักกันในชื่อ ชาไม่อยากข้าว ซึ่งจะมีผลทำให้ความอยากอาหารลดลง และยังใช้เพื่อการเลิกบุหรี่ ทำให้ความอยากบุหรี่ลดลง ด้านสารที่ออกฤทธิ์ พบว่าในแต่ละส่วนของหญ้าดอกขาวมีสาระสำคัญที่แตกต่างกัน โดยที่โดดเด่นคือ ใบจะมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระโดยรวม (total antixidant capacity) ที่สูงที่สุด

ชาไม่อยากข้าว คือหนึ่งในนวัตกรรมทางภูมิปัญญาของหมอ "ส่วน สีมะพริก" หมอยาใหญ่ จ.ปราจีนบุรี ซึ่งหญ้าดอกขาวนอกจากช่วยอดเหล้า อดบุหรี่แล้ว ยังมีการใช้ลดการอักเสบในโรคหลอดลม ปวดเมื่อย เบาหวาน จากประสบการณ์การใช้หญ้าดอกขาวอย่างยาวนาน หมอพื้นบ้านทุกคนต่างพูดตรงกันว่า กินยาหญ้าดอกขาวแล้วจะไม่อยากข้าว
ชาไม่อยากข้าว
ชาสมุนไพร หญ้าดอกขาว ประโยชน์ในการนำมาใช้ในการบำบัด การเลิกบุหรี่ ต้านการอักเสบ  ลดปวดลดไข้ มีผลข้างเคียงคือทำให้ลดอาการอยากอาหารได้ นอกจากนี้ยังพบว่าสารสกัดหญ้าดอกขาวมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ยับยั้งการอักเสบ (anti-inflammation) ลดปริมาณไขมันที่ถูกออกซิไดส์

โดยในสมุนไพรหญ้าดอกขาว มีสารประเภท
ฟีนอลิก (total phenolics)
สารกลุ่มคาเทชิน (catechin)
ฟลาโวนอยด์ (flavonoid)
ไอโซฟลาโวน (isoflavone)

นอกจากนี้แล้ว สิ่งที่สำคัญที่อาจเป็นคำตอบของสมุนไพร หญ้าดอกขาว ในการช่วยเลิกบุหรี่คือ ในสารสกัดหยาบจากใบและดอกที่ได้จากการเคี่ยวมีสารสำคัญคือ นิโคติน (nicotine) ในปริมาณต่ำ
สำหรับการศึกษาความปลอดภัยพบว่า หญ้าดอกขาวเป็นสมุนไพรที่มีความปลอดภัยสูง หลายแห่งได้มีการพัฒนาหญ้าดอกขาวในรูปแบบชาชงให้สามารถใช้ประโยชน์กันได้ง่ายขึ้น

ดังนั้น กลุ่มคนที่สูบบุหรี่ที่ค่อย ๆ เลิกบุหรี่ได้โดยไม่มีอาการข้างเคียงนั้น อาจเป็นผลมาจากมีการทดแทนของสารนิโคตินในกระแสเลือดไม่ให้ขาดหายไปทันที

ชาเลิกบุหรี่


แต่อย่างไรก็ตาม การเลิกบุหรี่ที่ดีที่สุด นอกจากการใช้สมุนไพรหญ้าดอกขาวแล้ว ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยหันไปออกกำลังกายร่วมกับความตั้งใจ เพื่อตนเองหรือบุคคลที่คุณรักจะช่วยเสริมทำให้เลิกบุหรี่ได้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.chiangmaiteashop.com/chiangmaitea-item-ชาหญ้าดอกขาว-(ชาไม่อยากข้าว)-ชาเลิกบุหรี่พร้อมชง-pid2150098.html

ปราถนาดีจาก. กันต์โตะ ชาสมุนไพร เชียงใหม่
www.chiangmaiteashop.com
Line ID: chiangmaitea
Line ID: chiangmaiteashop

Read more…

December 18, 2015

ดอกอัญชัน สมุนไพรริมรั้ว บำรุงสายตาและสมอง

หลายคนคงเคยได้ยินชื่อเสียงของ ดอกอัญชัน ดอกไม้สีม่วงดอกเล็ก ๆ ที่ขึ้นให้เห็นอยู่ทั่วไปตามรายทาง ว่าสามารถนำมาทาให้ผมและคิ้วดกดำมากขึ้นได้ แถมบางคนยังเคยถูกนำมาทาคิ้วตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก ๆ ด้วยซ้ำ เรียกว่าเด็กไทยจำนวนไม่น้อย ต้องเคยคิ้วดำด้วยสีม่วงน้ำเงินของเจ้าดอกอัญชันกันมาแล้วทั้งนั้น กันต์โตะ ชาเชียงใหม่ จึงขอแวะเวียนไปเก็บเกี่ยวข้อมูลของดอกอัญชันมาฝากกันสักหน่อย

ลักษณะของดอกอัญชัน จะเป็นไม้เถาเลื้อยที่จะเลื้อยไปเป็นกลุ่มก้อนอย่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน โดยปลายยอดจะเลื้อยไปหาแสง ยิ่งทอดยอดมากก็ยิ่งออกดอกเยอะ

ทั้งนี้ดอกอัญชัน นั้นพบเห็นได้ 2 ชนิดคือ แบบดอกเดี่ยว หรือเรียกว่า ดอกลา ซึ่งเป็นดอกอัญชันพันธุ์ไทยแบบดั้งเดิมที่พบเห็นได้ทั่วไป ส่วนอีกชนิดคือ แบบดอกซ้อน ที่มีกลีบดอกซ้อนกัน โดยคาดว่าเกิดจากการกลายพันธุ์

สมุนไพร อัญชัน

สีของดอกอัญชัน จะเป็นสีม่วงกึ่งน้ำเงิน แตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ โดยขึ้นอยู่กับสภาพของดิน ถ้าหากดินเป็นกรด ดอกจะมีสีอ่อน แต่หากดินในพื้นที่นั้นเป็นด่าง ดอกอัญชันก็จะสีเข้ม

นอกจากนี้เจ้าดอกอัญชันยังมีกลิ่นหอมกระจายอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของดอก แต่อาจจะไม่ค่อยได้กลิ่นหอมมากนักในดอกที่ยังสดอยู่ เนื่องจากในดอกอัญชันสดยังคงมีน้ำหล่อเลี้ยงทำให้กลิ่นหอมยังคงเจือจางอยู่กับน้ำ

แต่ถ้าเริ่มแห้งเหี่ยวลงน้ำหล่อเลี้ยงในดอกอัญชันก็จะค่อย ๆ หายไป ทำให้สามารถส่งกลิ่นหอมได้มากขึ้น โดยกลิ่นหอมของดอกอัญชันนั้นจะคล้ายกับกลิ่นน้ำผึ้ง พอได้กลิ่นแล้วจะทำให้อยากดื่มน้ำมากขึ้น และเมื่อดื่มน้ำมากๆ ร่างกายก็จะสดชื่น ผ่อนคลาย

ดอกอัญชัน

เห็นดอกเล็ก ๆ แบบนี้ แต่ดอกอัญชันกลับมีสรรพคุณทางยาที่มากมายหลากหลาย ทั้งมีสารต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ช่วยชะลอความแก่ได้ทุกส่วนของร่างกาย ทั้งผิวพรรณ หน้าตา รวมถึงยังชะลอโรคความจำเสื่อมได้ด้วย

นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นการเต้นของหัวใจ ลดภาวะการแข็งตัวของหลอดเลือดแดง ป้องกันโรคหลอดเลือดและโรคหัวใจ ช่วยป้องกันการอักเสบ ป้องกันเชื้อแบคทีเรีย ป้องกันเชื้อไวรัส ป้องกันการแพ้ และป้องกันหลอดเลือดเลี้ยงสมองอุดตันได้อีกด้วย

ที่นิยมก็คือการนำดอกอัญชัน มาทาเพื่อให้คิ้วและผมดกดำ โดยมักจะใช้กับเด็กอ่อนในการเขียนคิ้วให้เป็นรูปสวย เนื่องจากเด็กอ่อนที่กำลังเจริญเติบโต จะเป็นช่วงที่ร่างกายกำลังสร้างรูขุมขน เมื่อนำดอกอัญชันไปทาคิ้วก็เหมือนการใส่ปุ๋ยให้ขนขึ้นอย่างแข็งแรงดกดำ

ขณะที่ความเชื่อว่าสามารถนำดอกอัญชันไปใช้ปลูกผมในคนผมบางได้ด้วยนั้น ยังไม่มีการยืนยันผลที่แน่ชัด แต่คาดว่าเป็นเพราะสีเข้มของดอกอัญชัน เมื่อนำไปทาโคนผมในส่วนที่บางแล้ว จะทำให้ผมดูดกดำและหนาขึ้นนั่นเอง


อัญชัน

สำหรับการเก็บดอกอัญชันให้มีคุณภาพดีนั้น ให้นำดอกสดที่เก็บมาแล้ว ไปแผ่ตากแดดตากลมประมาณ 2 วัน จากนั้นจึงนำไปใส่ตู้อบเพื่อลดความชื้น ก็สามารถนำไปส่งขายเพื่อผลิตเป็นสมุนไพรไทยชั้นดีได้แล้ว

รู้จักกับดอกอัญชันกันไปแล้ว พลาดไม่ได้ที่จะมีเมนูเครื่องดื่มสมุนไพรเด็ด ๆ จากดอกอัญชันมาฝากกัน คลิ๊กตามไปดูได้เลยจ้า ยังมีสูตรน้ำสมุนไพรอื่นๆอีกมากมาย สไตล์ทำเองง่ายๆที่บ้าน
น้ำสมุนไพร ดอกอัญชัน (Butterfly Pea Juice) ทำเองได้ง่ายๆ

Read more…

October 30, 2015

9 อาหารใกล้ตัว ที่จะช่วยให้ นอนหลับง่ายขึ้น

9 อาหารที่จะช่วยให้ นอนหลับง่ายขึ้น
1. รากบัว
2. กระเทียม
3. หอมใหญ่
4. กล้วย
5. นม
6. วอลนัต
7. เผือก
8. โสม
9. ผักกาดหอม

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก. หนังสือ"พลัง 10 นาทีช่วยให้เราไม่แก่" สำนักพิมพ์นานมีบุ๊ค และ Marketeer
www.chiangmaiteashop.com

9 อาหารที่จะช่วยให้ นอนหลับง่ายขึ้น

Read more…

August 07, 2015

สะเดา พืชสมุนไพรพื้นบ้าน ช่วยดีท็อกซ์จากธรรมชาติ

ประโยชน์จากสะเดา โบราณเขาว่า "หวานเป็นลมขมเป็นยา" ของขมๆ แม้จะไม่อร่อยแต่ก็มีประโยชน์ไม่น้อย อย่างเช่น "สะเดา" ผักสมุนไพรที่แม้จะมีรสขมขนาดไหน แต่ก็ยังเป็นของโปรดของหลายๆ คน โดยเฉพาะเมนูสะเดาน้ำปลาหวานกินกับปลาดุกย่าง หรือกุ้งเผา

เรานิยมนำดอกและยอดของสะเดามาประกอบอาหาร ซึ่งให้คุณค่าทางโภชนาการ เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก เส้นใย เบต้าแคโรทีน วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินซี และไนอาซิน

ข้อมูลของกรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข เผยว่า สะเดาเป็นผักสมุนไพรพื้นบ้าน ที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ โปรตีน แร่ธาตุและวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย มีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่างๆในร่างกาย

ใบสะเดา

สรรพคุณทางยาของ สะเดา
          1. ดีท็อกซ์สารพิษตกค้างในร่างกาย ใบสะเดาเมื่อนำมาต้มในน้ำร้อน ใช้จิบอย่างน้อยวันละครั้ง ล้างพิษในกระแสเลือด กระตุ้นให้เลือดลมไหลเวียนดีขึ้น
          2. รักษาโรคผิวหนัง สารเกดูนิน (Gedunin) และ นิมโบลิดี (Nimbolide) ในใบและเมล็ดมีประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์ยับยั้งเชื้อรา แบคทีเรียและเชื้อไวรัสสูง ไม่ว่าจะเป็นเชื้อราตามเท้า เล็บมือ เล็บเท้า กลาก-เกลื้อน หิด เริม แผลจากโรคสะเก็ดเงิน (เชื้อแบคทีเรีย) หัด ลมพิษ ผดผื่นคัน หูด และอีสุกอีใส
          3. แก้ไข้มาเลเรีย สารเคมีกลุ่มลิโมนอยด์ (Limonoids) ได้แก่ สารเกดูนิน และ นิมโบลิดี ในใบและเมล็ดสะเดา สามารถยับยั้งเชื้อฟัลซิปารัม (P.Falciparum) ซึ่งเป็นเชื้อไข้มาลาเรียดื้อยาชนิดหนึ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
          4. รักษาโรคไขข้อ ขอบใบสะเดา เมล็ดสะเดา และเปลือกต้น เป็นส่วนที่นำมาใช้เป็นยารักษาโรคไขข้อได้ โดยช่วยลดอาการปวด บวมในข้อ ซึ่งอาจนำมาสกัดเป็นน้ำมันใช้ทาในบริเวณที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ และอาการปวดหลังช่วงล่าง หรือนำใบมาต้มเป็นน้ำดื่มเพื่อรักษาอาการของโรครูมาตอยด์ โรคเกาต์ โรคกระดูกพรุน
          5. ช่วยย่อยอาหาร ใบสะเดา สามารถนำมาทำเป็นเมนูเรียกน้ำย่อยได้ เป็นการกระตุ้นให้ร่างกายผลิตน้ำดี ช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารได้ดีขึ้น อีกทั้งน้ำดีที่ถูกกระตุ้นสร้างออกมานั้นจะช่วยย่อยอาหารประเภทไขมันได้ดีขึ้นด้วย
          6. บำรุงสุขภาพช่องปาก บำรุงเหงือกและฟัน นิยมนำมาสกัดเป็นส่วนผสมในยาสีฟันทั่วไป ช่วยรักษาโรครำมะนาด โรคเลือดออกตามไรฟัน โรคเหงือก และลดอาการติดเชื้อแบคทีเรียในช่องปาก
          7. ลดความเสี่ยงการเกิดเนื้องอก และมะเร็งมีผลวิจัยบางชิ้นเผยว่า สารพอลิแซ็กคาไรด์ (Polysaccharides) และสารลิโมนอยด์ (Limonoids) ที่พบในเปลือก ใบ และผลสะเดา มีคุณสมบัติช่วยลดความเสี่ยงการเกิดเนื้องอก และมะเร็ง
          8. คุมกำเนิด ใช้น้ำมันสะเดาเพื่อคุมกำเนิดในผู้หญิงและผู้ชาย โดยใช้วิธีต่างกัน ผู้หญิงนั้นจะใช้น้ำมันสะเดาชุบสำลีทาบริเวณปากในช่องคลอด ส่วนผู้ชายจะใช้ฉีดน้ำมันสะเดาบริเวณท่อนำอสุจิ
          9. บำรุงข้อต่อ สะเดาช่วยบำรุงกระดูกและข้อต่อต่าง ๆ ในร่างกาย
          10. ช่วยรักษาโรคเบาหวาน โดยจะยับยั้งการผลิตอินซูลินได้กว่าร้อยละ 50 และยังช่วยปรับสมดุลความอยากอาหาร
          11. ดีท็อกซ์สารพิษในกระแสเลือด ทำให้มีปริมาณเลือดดีหมุนเวียนในร่างกายมากขึ้น
          12. ต้านมะเร็งสารพอลิแซ็กคาไรด์ และสารลิโมนอยด์ ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้อร้าย
          13. ลดการติดเชื้อราในช่องคลอด
          14. บำรุงหัวใจ ผลของต้นสะเดา หากนำมาต้ม ใช้จิบอย่างน้อยวันละครั้ง มีคุณสมบัติช่วยขยายหลอดเลือด ทำให้การไหลเวียนของเลือดเป็นปกติ

ถึงแม้ว่าคุณประโยชน์จากพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านของไทยเรามีประโยชน์มากมาย อย่างไรก็ตาม ควรรับประทานอาหารที่หลากหลายและครบ 5 หมู่ เพื่อสุขภาพร่างกายที่สมดุลและแข็งแรงด้วยนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก แนวหน้า และ กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข

Read more…

July 02, 2015

เมล็ดเจีย เมล็ดเชีย ธัญพืชตัวจิ๋วแต่มากด้วยประโยชน์

เมล็ดเจีย เมล็ดเชีย (Chia Seeds) จะมีเม็ดลายดำขาว และเม็ดขาวล้วนเปลือกนอกพองตัวได้เหมือนเม็ดแมงลัก เมล็ดเชียได้รับความนิยมมากในต่างประเทศ ในกลุ่มคนรักสุขภาพ และในกลุ่มนักกีฬา เพราะเมล็ดเชีย-เมล็ดเจีย (Chia Seeds) เพียงแค่หยิบมือเดียว จะให้พลังงานที่สูงมาก ทำให้ร่างกายและกระดูกแข็งแรง อีกทั้งยังไม่มีไขมันสะสม

เมล็ดเชีย-เมล็ดเจีย-Chia Seed-ลดน้ำหนัก

คุณสมบัติของ เมล็ดเจีย
+ เป็นพืชที่ให้พลังงานสามารถรับประทานเมล็ดเจียที่พองตัวแล้วอย่างเดียวโดย ไม่ต้องรับประทานอาหารอื่นได้ เพราะเมล็ดเจียให้พลังงานมีคุณค่าทางอาหารสูงแต่มนุษย์เพิ่งจะรู้จักไม่นานมานี้
+ อุดมไปด้วยโปรตีน และ แมกนีเซียม
+ แคลเซียม สามารถใช้สำหรับป้องกัน หรือการย้อนกลับของโรคกระดูกพรุน
+ มี โอเมก้า 3 ทำให้ผิวดี ชุ่มชื้นไม่แตกแห้ง ผมก็มีสภาพดีบำรุงสมอง ไปจนถึงเซลล์ของร่างกาย
+ มีโบรอนที่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับกระดูก
+ ทำหน้าที่เป็นตัวประสานแป้ง กับกรดน้ำย่อยช่วยย่อยอาหารได้สมบูรณ์แบบต่อเนื่องและค่อยๆเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาล ซึ่งในกรณีนี้ดีสำหรับคนเป็นโรคเบาหวาน และทำให้ร่างกายได้รับผลต่อเนื่องในพลังงานนานขึ้น และช่วยปรับระบบน้ำตาลในโรคเบาหวานให้ดีขึ้นโดยการปรับกรดอินสุลินออกมาปรับสภาพน้ำตาลในร่างกาย
+ ช่วยเพิ่มกากใยอาหาร ของเมล็ดเจีย ทำให้ท้องไม่ผูกไม่เป็นโรคหัวใจล้มเหลวแก้ไขปัญหาไขมันตีบตัน
+ ช่วยในเรื่อง ลดน้ำหนัก ควบคุมน้ำหนัก ไม่โทรม เพราะได้สารอาหารที่เพียงพอต่อร่างกายจากเมล็ดเจีย

ข้อมูลโภชนาการ เมล็ดเชีย-เมล็ดเจีย-Chia Seed

เมล็ดเจีย กับการลดความอ้วน
สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องการลดความอ้วน ด้วย Chia Seeds (เมล็ดเชีย) เป็นอีกหนึ่งตัวช่วย ในการควบคุมน้ำหนักของคุณ เหตุเพราะ เมล็ดเชีย (Chia Seeds) จะมีการดูดซึมน้ำและผลิตเจลในปริมาณมากออกมา ซึ่งทำให้คุณอิ่มนานขึ้น อีกทั้ง Chia Seeds (เมล็ดเชีย) มีปริมาณพลังงาน โปรตีน สารอาหารต่างๆที่สูงมาก ดังนั้นนอกจากอิ่มนานแล้ว คุณยังได้รับสารอาหารที่ดีอีกด้วย

แนะนำให้ผสม เมล็ดเจีย กับน้ำเปล่า ดื่มระหว่างวันเพื่อควบคุมน้ำหนัก และออกกำลังกายเพิ่มเติมเพื่อเร่งการเผาผลาญ เพียงแค่นี้คุณก็จะมีสุขภาพและรูปร่างที่ดีได้ด้วยวิธีธรรมชาติ

Read more…

June 28, 2015

10 เมนูอาหารใกล้ตัว เมนูเพื่อสุขภาพสไตล์ไทยๆ

10 เมนูอาหารใกล้ตัว เมนูเพื่อสุขภาพสไตล์ไทยๆ


เมนูสุขภาพ

1.น้ำสมุนไพร
น้ำสมุนไพร เช่น น้ำอัญชัน, น้ำกระเจี๊ยบ, น้ำย่านาง, น้ำใบบัวบก ฯลฯ ช่วยปกป้องผิวและบำรุงตับ
ให้วิตามินซีและเอช่วยบำรุงไต มี "คลอโรฟิลล์" และ "กลูต้าไทโอน" ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ

2.ข้าวโพดม่วง
ข้าวโพดม่วง มีวิตามินบำรุงตา "ลูทีน" กับ "ซีแซนทิน"

3.ข้าวเหนียวดำน้ำกะทิ
มีธัญพืชเป็นแหล่งรวมไฟเบอร์ชั้นสูง ช่วยขัดล้างหลอดอาหารไปถึงลำไส้ใหญ่
ส่วนตัวข้าวเหนียวดำมี "วิตามินอี" และ "ธาตุเหล็ก" สูง รวมถึง "ธาตุม่วงต้านร่วงโรย (OPCs)"

4.ข้าวต้มมัดหรือข้าวเหนียว
ข้าวต้มมัดหรือข้าวเหนียวปิ้งใส่ไส้ ได้สารอาหารครบ 5 หมู่ ในกล้วยยังมีเส้นใยกับ
สารกลุ่มฟีนอลชื่อ "กรดเอลลาจิก" ช่วยต้านมะเร็งและเนื้องอกได้

5.ข้าวตอกน้ำกะทิ
ในข้าวตอกเองมี "เส้นใย" ช่วยในเรื่องไขมันและน้ำตาลได้ ส่วนวิตามินเป็นแอนตี้ออกซิแดนท์

6.ข้าวหอมนิล
มีสาร "พฤกษเคมี" มีพลังมากกว่าวิตามินอีกับซีรวมกัน ข้าวหอม

7.ผัดไทยมี "ถั่วงอก" อาหารมงคล
ซึ่งมี "วิตามินซี" ถั่วและเต้าหู้อุดมด้วยวิตามินอี,แคลเซียม
และสาร "พฤกษฮอร์โมน" ที่เป็นไฟโตเอสโตรเจนป้องกันมะเร็งและลดไขมัน แต่อย่าหนักเส้น

8.เมี่ยงปลาทู
ได้ทั้ง "ซัลโฟราเฟน" เป็นกลุ่มสารต้านมะเร็งจากใบคะน้าห่อเมี่ยงใส่ "มะเขือเทศราชินี"
หั่นเสี้ยวจะช่วยให้ผิวพรรณสวยเนื้อปลาทูมีทั้งกรดไขมันดี และ "แอสตาแซนทิน"

9.แกงเขียวหวานไก่
น้ำแกงเขียวหวานเป็นอาหารทิพย์อุดมวิตามิน น้ำแกงมีทั้งวิตามินเอ,ดี,อี และเค ที่ละลายอยู่ในกะทิ
เนื้อไก่มีวิตามินบีบำรุงสมอง พริกในเครื่องแกงมี "กรดแคปไซซิน" กับ "เบต้าแคโรทีน" บำรุงสายตา

10.ส้มตำไก่ย่าง ที่สุดของอาหารต้านชรา
เพราะมีสุดยอดวิตามินอย่าง
"มะเขือเทศ" ช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากและเต้านม
"มะละกอ" ช่วยล้างพิษให้ลำไส้ ในมะละกอ ยังมีน้ำย่อย "ปาเปน" ช่วยล้างลำไส้ให้ปลอดคราบโปรตีนเกาะ แถมตอนนี้ยังมีการนำมะละกอ มาทำเป็นชามะละกอ แล้วด้วยนะ สุดยอดอาหารเลย
"ไก่ย่าง" ช่วยให้ไม่ขาดโปรตีน

รู้สรรพคุณ และคุณประโยช์ของอาหารเพื่อสุขภาพ สไตล์ไทยๆแบบนี้แล้ว มื้อต่อไป มาเลือกเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ ทานกันเลยดีกว่าคะ
ชาสมุนไพรไทย.blogspot.com

Read more…

June 02, 2015

Detox (ดีท๊อกซ์) คืออะไร แล้วดีอย่างไร

Detox (ดีท๊อกซ์) คืออะไร คือ การล้างพิษ (Detox) 
ย่อมาจาก Detoxification คือ การกำจัดท็อกซินออกจากร่างกาย ท็อกซิน คือ พิษ ท็อกซิน คือ พิษ(สารพิษ) ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาทางเคมีในร่างกายเราซึ่งเกิดได้หลายวิธี ทั้งเกิดจากการ กินที่ผิด กับเกิดจากระบบต่าง ๆ ในร่างกายของเราบกพร่อง หรือแม้แต่การเกิดความเครียดก็ก่อให้เกิดท็อกซินได้ การล้างสารพิษ และล้างลำไส้จึงมีประโยชน์

ชาดีท็อกซ์

พูดง่าย ๆ การกินและการปฏิบัติตัวผิด ๆ ในชีวิตประจำวัน ทำให้เกิดท็อกซินในตัวเรา ดีท็อกซ์ คือ ล้างสารพิษ การนำเอาสารพิษออกจากร่างกาย ของเราให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้ตกค้างอยู่ในร่างกาย จนกลายเป็นพิษเป็นภัยต่อสุขภาพ 

ดีท็อกซ์ ดีอย่างไร

เนื่องจากของเสียที่อยู่ในลำไส้ใหญ่ มักถูกขับถ่ายออกได้ไม่หมด จึงตกค้างอยู่ในลำไส้ บางครั้งจะเกาะติดอยู่ตามผนังของลำไส้เป็นตะกรันสิ่งเหล่านี้จะเป็นผลร้ายต่อร่างกายจนทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ของโรค เช่น ท้องผูกเรื้อรัง ถ่ายยาก ถ่ายไม่ออก ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอ ผายลมบ่อย ๆปวดท้อง ท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นประจำ ปวดศีรษะ คลื่นเหียนอาเจียน เวียนศีรษะ เหนื่อยง่าย ปากเหม็น ปากเปื่อย มีกลิ่นตัวแรง เป็นโรคผิวหนังเรื้อรังมีผื่นคันขึ้นตามตัว เป็นแผล เป็นฝีบ่อย ๆ มีอาการหอบหืด ภูมิแพ้ เป็นลมพิษได้ง่าย ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดตามข้อและกระดูก ตลอดจนรูมาตอยด์


ชาสมุนไพร ดีท็อกซ์
 
โรคมะเร็งลำไส้ มะเร็งตับ ต่อมน้ำเหลือง ริดสีดวงทวารภายนอกหรือภายใน เป็นต้น ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคหรือมีอาการดังกล่าวนี้ จึงควรได้รับการล้างลำไส้เพื่อขจัดของเสียและสารพิษที่คั่งค้างออกจากร่างกาย ทั้งยังสามารถลดความเสี่ยงของโรคด้วย


สำหรับผู้ที่สนใจการดื่มชาดีท็อกซ์ แนะนำ "ชาดีท็อกซ์ I'm tea Detox" ซึ่งทำมาจากสมุนไพร 100% จึงมั่นใจได้ว่าดึท็อกซ์ได้อย่างปลอดภัยไร้กังวลชัวร์ 
CR. www.imteadetox.com

Read more…

May 15, 2015

มารู้จักกับ ชาอู่หลง ให้มากกว่านี้กันเถอะ

ชาอู่หลง (Oolong Tea) ชาอู่หลงเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมอีกชนิดของชาวโลก มีจุดเด่นตรงมีกลิ่นหอมละมุนชุ่มติดคอ รสชาติเข้มกว่าชาเขียวแต่ฝาดน้อยกว่าชาดำ

ชาอู่หลงที่จริงแล้วมีอยู่มากมายหลายสายพันธ์ แต่ที่เป็นนิยมดื่ม และรู้จักกันเป็นส่วนมากในบ้านเราจะมีอยู่ 3 ชนิด คือ
ชาอู่หลงก้านอ่อน หรือที่เรียกกันอีกชื่อว่า อู่หลงเบอร์ 17
ชาอู่หลงจิงเซียน หรือที่เรียกกันอีกชื่อว่า อู่หลงเบอร์ 12
และ ชาอู่หลง 4 ฤดู (เป็นพันธ์ชาสายพันธ์หนึ่ง)


ส่วนมากแล้ว ชาอูหลง (Oolong หรือ Wulong Tea) จะทำจากใบชาอู่หลงแท้ๆ จากสายพันธ์นั้น ซึ่งหากใช้ชาในส่วนของยอดชา 3 ใบบนสุด จะเป็น ชาอู่หลงเกรดA คุณภาพดี

Oolong Tea

เป็นชาอู่หลง ที่ดื่มแล้วให้ความรู้สึกชุ่มคอ ในบรรดาชาอู่หลง ชาอู่หลงก้านอ่อน ถือว่าเป็นสุดยอดชาในตระกูลอู่หลงและเป็นหนึ่งในชาที่เป็นที่นิยมของนักดื่มชากันอย่างแพร่หลาย และยังเป็นชาสายพันธ์ดั้งเดิมของประเทศจีน มีรสชาติหอม ชุ่มคอ ชาจะมีรสชาติที่กลมกล่อม รสนุ่มคอ ดื่มแล้ว รู้สึกได้ถึงความสดชื่น ชุ่มคอ อีกลักษณะเด่นคือชาจะมีกลิ่นหอมของดอกไม้ตามฤดูกาลที่เก็บใบชานั้นๆ อีกด้วย

ชาอู่หลง จะมีขั้นตอนในการผลิตที่ซับซ้อนมากกว่าการทำ ชาเขียว (แบบชาจีน) กล่าวคือ ต้องผ่านกระบวนการหมักก่อนถึงจะนำมาทำเป็นชาได้ แต่ก็ได้มาซึ่งชาอู่หลงที่ได้รสชาติที่ดีและมีกลิ่นหอมมากขึ้นด้วย และยังสามารถนำไปทำเป็นชาแต่งกลิ่นต่างได้อีกด้วย เช่น ชาอู่หลงมะลิ

ชาอู่หลงมีคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร
+ ลดไขมันและคอเรสเตอรอลในร่างกาย
+ ป้องกันโรคหัวใจ และสารก่อเกิดโรคมะเร็ง
+ ต่อต้านอนุมูลอิสระที่กระตุ้นให้มีการก่อตัวของตะกอนไขมันที่ผนังหลอดเลือด
+ ช่วยชำระสารพิษในร่างกาย
+ ช่วยควบคุมความดันในเส้นเลือด

รู้อย่างนี้แล้วหาชาอู่หลงมาเป็น เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ คู่ใจไว้ข้างกายกันเถอะ
Cr. กันต์โตะ ชาสมุนไพร เชียงใหม่
www.chiangmaiteashop.com

Read more…

Popular Posts